​งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน หรือ SIMA ASEAN Thailand 2017 โดย อิมแพ็ค คอมเอ็กซ์โพเซียม และแอ็คซีม่า ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ในฐานะเจ้าภาพร่วม) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี และริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ภายในงานมุ่งเน้นการแสดงสินค้าเครื่องจักรกล เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทำการเพาะปลูกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และยังมีอีกไฮไลท์ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันกำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับประเทศไทยขณะนี้ อย่าง “โดรนเพื่อการเกษตร” การจัดแสดง โดรนพาวิลเลียนและเวิร์กช็อป ที่รวบรวมเทคโนโลยีทางอากาศเพื่อการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม มาร่วมเปิดมุมมองสู่การพัฒนาใหม่ของภาคเกษตรไทยในอนาคตด้วย

 วชิรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ หรือไอซ์ คนรุ่นใหม่เจ้าของธุรกิจในวัยเพียง 25 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัท ดีจีไอ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและเวิร์กช็อป “โดรนเพื่อการเกษตร” ครั้งนี้ เล่าให้ฟังว่า จากความชอบโดยส่วนตัวบวกกับมีใจรักในเรื่องเครื่องยนต์กลไกเกี่ยวกับโดรนหรือ“อากาศยานไร้คนขับ” การประดิษฐ์และพัฒนาอยู่เป็นทุนเดิม มาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมฯ (อายุ 15 ปี) พร้อมกับเริ่มศึกษาอย่างจริงจังควบคู่ไปกับการทดลองประดิษฐ์-ประกอบเครื่องฯ ขึ้นมาเอง เพื่อเข้าร่วมโครงการประกวดอากาศยานไร้คนขับซึ่งจัดขึ้นทุกปีในช่วงของการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์” โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ทำให้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาทักษะความรู้-ฝีมือ ค่อยๆ สะสมมาเรื่อยโดยที่ขณะนั้นความนิยมเล่นยังไม่กว้างขวางมากนัก และจนกระทั่งสามารถพัฒนาทักษะฝีมือการประดิษฐ์คิดค้นได้รางวัลชนะเลิศ 3 ปีซ้อน เยาวชนนักประดิษฐ์แห่งชาติ สาขาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ประจำปี 2554 พร้อมการได้เข้ารับเข็มเชิดชูเกียรติพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จากนั้นก็มีการเดินสายประกวดตามเวทีใหญ่ๆ มาแล้วอย่างหลากหลาย เช่น NSTDA และซอฟท์แวร์พาร์ค ก่อนจะตัดสินใจแปรเปลี่ยนจากความชอบเพื่อมาสู่ธุรกิจของตนเองด้วย (ตั้งแต่เรียนปี 1) จนถึงในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 สำหรับผลิตภัณฑ์หลักของทางบริษัทฯ นักธุรกิจหนุ่มเล่าให้ฟังอีกว่า จะเน้นทางด้านการพัฒนาพร้อมการผลิต/การประกอบเครื่อง (โดรน) ขึ้นมาตามการสั่งซื้อเป็นหลัก เพื่อการตอบสนองต่องานของกลุ่มลูกค้า อาทิ การใช้งานถ่ายภาพ (กลุ่มลูกค้าประจำจะเป็นกองถ่ายละคร-กองถ่ายภาพยนตร์) การใช้บินสำรวจเพื่อจัดทำแผนที่ การใช้บินลาดตระเวนในงานทหาร เป็นต้น ไม่เน้นโดรนที่ประกอบเสร็จสั่งนำเข้าเพื่อมาจำหน่ายต่อ แต่ว่าก็อาจจะมีการสั่งนำเข้าบ้างในเรื่องของอะไหล่ชิ้นส่วน (บางอย่าง) เพราะในขณะที่ราคาจำหน่ายโดรนต่อ 1 ลำอาจเทียบเท่าถึงแพงกว่า โดรนสั่งนำเข้ามาอยู่บ้าง ทว่าทางบริษัทเองก็มีจุดขายที่สำคัญคือ การเซอร์วิส-ดูแลหลังการขายให้ตลอดอายุของการใช้งาน พร้อมการอบรมความรู้พื้นฐานและการใช้งานให้ด้วย ซึ่งพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการเลือกใช้บริการของบริษัทฯ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมพัฒนาในลักษณะโครงการ MOU กับหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการใช้เทคโนโลยีทางอากาศอยู่หลายแห่งด้วย ส่วนการนำมาใช้กับภาคการเกษตรของประเทศไทย ยอมรับว่าในช่วงแรกๆ ยังไม่ได้สนใจเท่าที่ควรนัก จนเมื่อมีการติดต่อเข้ามาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านธุรกิจพืชไร่ เพื่อต้องการจะซื้อนำไปใช้งานทดแทนคนที่ไม่สามารถเข้าจัดการในแปลงผลิตได้ หลังจากมีการตกลงสเป็กที่ต้องการใช้งานแล้วและพอพัฒนาเครื่องเสร็จก็ส่งมอบได้ จึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนด้านแนวคิดจากเดิมและทำให้สนใจการพัฒนาเพิ่มทางด้านการเกษตรอย่างจริงจัง

 ปัจจุบันการพัฒนาเรื่อง “โดรนเพื่อการเกษตร” ของทางบริษัทฯ มีให้เลือกใช้งานได้ตามความพร้อมทางด้านงบประมาณ (ของลูกค้า) ตั้งแต่ ขนาด 3 ลิตร/5 ลิตร/6 ลิตร/10 ลิตร/15 ลิตร : รอบการบิน จากราคาเริ่มต้น 8.5 หมื่น – 4.3 แสนบาท/ลำ ขณะที่เจ้าของบริษัทเองให้ความเห็นว่า โดรนเพื่อการเกษตรจะต้องตอบโจทย์การใช้งานได้ เช่น ในระหว่างการฉีดพ่นต้องให้สารได้อย่างสม่ำเสมอ ต้องชุ่ม (เทียบเท่าคนให้ได้) ต้องโดนใบพืช ต้องไม่ฟุ้งกระจาย ต้องทำงานได้เร็ว ต้องประหยัด-ต้องบินเร็ว ที่นอกเหนือความมุ่งหวังเรื่องการทดแทนแรงงานเกษตรที่หายาก-ราคาแพง ช่วยลดเวลาและต้นทุนการผลิตเป็นเบื้องต้นแล้ว เพราะจากศักยภาพการทำงานของโดรนที่พัฒนาได้ตอนนี้ 15 นาที : ฉีดพ่นได้ 20 ไร่ ขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่เป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม โดรนซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยนำพาสารไปสู่พืชเท่านั้น จำเป็นต้องใช้ร่วมกับสารที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับการทำงานของอุปกรณ์ในการฉีดพ่น และการศึกษาเกี่ยวกับช่วงเวลาที่พืชได้รับสารอย่างเหมาะสมด้วย จึงจะทำให้สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ตามมุ่งหวังไว้ ยกตัวอย่างกรณีของ อ้อยโรงงาน มีการผลิตเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และการดูแลอารักขาพืชทำได้ค่อนข้างยาก แต่หลังจากใช้โดรนเข้าไปช่วยจัดการร่วมกับมีการปรับปรุงเรื่องสารอาหาร-สารอารักพืชที่ใช้ฉีดพ่นให้+ช่วงเวลาที่เหมาะสม พบว่า สามารถเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ (ค่าความหวานที่ได้) อย่างมีความคุ้มค่าด้วย แต่ในขณะที่ยังมีอุปสรรคเรื่อง “ขนาด” และ“ราคา” ดังนั้นการนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น ควรมีการรวมกลุ่มกัน (กรณีรายย่อย) หรือต้องมีพื้นที่ผลิตมากๆ หรืออีกทางเลือกที่น่าสนใจ คือ โดรนรับจ้าง ราคาเฉลี่ย 150 บาท/ไร่ พร้อมระบุขั้นต่ำ 100 ไร่+เรื่องสารที่ใช้/ต่อการจ้าง เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

และจากการเสวนาพิเศษเรื่อง “เปิดมุมมองอุตสาหกรรม-ก้าวสำคัญของเทคโนโลยีการเกษตรในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นพร้อมการแถลงข่าวการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2017 ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชิญตัวแทนจาก 3 บริษัทประกอบด้วย บริษัท สกาย วีไอวี จำกัด บริษัท สเตเวีย เทคนิว (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ดีจีไอ โปรดักชั่น จำกัด ได้ข้อสรุปหนึ่งที่น่าสนใจผ่านมุมมองของแต่ละบริษัท (ตามลำดับ) เช่น การพัฒนาใช้โดรน+กล้องถ่ายภาพประสิทธิภาพสูงเพื่อช่วยตรวจสแกนโรคและการระบาดของแมลงในแปลงพืชร่วมกับการวางแผนจัดการป้องกัน-ควบคุมได้อย่างแม่นยำและทั่วถึงมากขึ้น การพัฒนาใช้โดรนร่วมกับการผลิตที่หลากหลายเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-ลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเรื่องการทบทวนเกี่ยวกับข้อกฎหมายของไทยสำหรับ “อากาศยานไร้คนขับ” หรือโดรน ในประเด็นเรื่องน้ำหนักขึ้นบิน (ที่ห้ามเกิน 25 กก./ลำ) เพื่อให้เกิด

การพัฒนาสู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านเกษตรตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ต่อไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โทร. 0-2833-5316, 0-2833-5308 หรือ บริษัท ดีจีไอ โปรดักชั่น จำกัด โทร. 085-298-3735